ทั้ง ๆ ที่ติดตั้งแอนติไวรัสและเลิกพฤติกรรมเสี่ยงทั้งหลายแล้ว แต่ก็ยังมีภัยคุกคามมารังควาญจนได้ นั่นก็เพราะแฮกเกอร์และโปรแกรมที่พวกเขาทำขึ้นมา จ้องหาช่องโหว่ในการเข้าถึงอยู่ตลอดเวลา ผู้ใช้จึงต้องเปิดแอนติไวรัสให้ทำงานและพยายามอัปเดตโปรแกรมของตนเองให้เป็นปัจจุบันที่สุดอยู่เสมอ

แนวทางในการแก้ไขเมื่ออุปกรณ์ที่ใช้ติดไวรัส

เมื่อพบอาการที่แสดงถึงการติดไวรัสของอุปกรณ์แล้ว ให้ทำการดาวน์โหลดเครื่องมือกำจัด (Removal tool) ซึ่งจะสามารถตรวจหาและลบทิ้ง หรือย้ายไฟล์ไวรัสนั้นออกไปได้ บางกรณีอาจต้องใช้อุปกรณ์อีกตัวหนึ่งมาช่วยตรวจหาก่อนว่าเป็นไวรัสตัวไหน จากนั้นเปิดเครื่องในโหมดปลอดภัย (Safe mode) แล้วอัปเดตฐานข้อมูลไวรัสให้เป็นปัจจุบันที่สุด และทำการรีบูต (Reboot) ตามปกติ จากนั้นก็สแกนไวรัสอีกครั้งให้แน่ใจว่าไม่มีไวรัสหลงเหลือแล้ว นอกจากนี้ยังควรระวังในส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น

  • การย้ายไฟล์ข้อมูลไปยังที่ที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการลุกลามของไวรัสไปยังไฟล์ข้อมูลอื่น ๆ อาจจะย้ายไปเก็บในส่วนที่ใช้สำรองข้อมูลส่วนอื่นที่ติดตั้งในอุปกรณ์ หรือการใช้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลจากภายนอกก็ได้ เช่น ฮาร์ดดิสก์ภายนอก และแฟลชไดรฟ์ เป็นต้น ซึ่งจะต้องทำการสแกนให้แน่ใจก่อนการใช้ว่าไม่มีไวรัสติดมาในส่วนที่ใช้สำรองรองข้อมูลเหล่านั้น
  • เปลี่ยนรหัสในการเข้าถึงข้อมูล (password) ไม่ใช้รหัสเก่าแม้ว่าจะทำการสแกนแล้วก็ตาม เพราะมีไวรัสบางประเภท เช่น โทรจัน (Trojan) สามารถแฝงตัวมาเจาะข้อมูลรหัสเหล่านี้ไปได้ จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนรหัสผ่านเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยทุก 3 เดือน

หากแก้ไขด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ได้ผล ก็อาจจำเป็นต้องทำการล้างระบบใหม่ (Format) ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก ลำบากมากสำหรับผู้ที่ไม่มีความชำนาญ จึงควรส่งไปยังช่างหรือร้านที่รับซ่อมอุปกรณ์เหล่านี้โดยตรง